🍏กินอย่างไร เมื่อไตเสื่อม
#การควบคุมอาหารอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกของโรค# จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตอย่างได้ผลดียิ่งกว่าในระยะที่โรครุนแรง โดยรับประทานอาหารที่มีโปรตีนต่ำ ซึ่งก็จะมีผลให้ของเสีย เช่น ยูเรีย มีปริมาณน้อยลง ไตส่วนที่เหลือก็จะได้ทำงานเบาลง
• พลังงาน
ความเพียงพอในด้านพลังงาน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ร่างกายได้รับพลังงานมาจากอาหารที่รับประทาน อาหารที่ให้พลังงานพอเพียงจะช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการ และช่วยให้ร่างกายใช้โปรตีนที่ถูกจำกัดจากอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในคนที่อายุต่ำกว่า 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมน้ำหนัก ที่เหมาะสมต่อวัน ส่วนผู้ป่วยที่อายุสูงกว่า 60 ปี ควรได้รับพลังงาน 30-35 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมน้ำหนัก ที่เหมาะสมต่อวัน
• ไขมัน
เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ให้พลังงานสูง ไขมันจากอาหารมีทั้งชนิดที่ดี เช่น ไขมันไม่อิ่มตัว (น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว) และไขมันไม่ดี เช่น ไขมันอิ่มตัว(น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว กะทิ ไขมันวัว หมูสามชั้น เนย ชีส) ถ้ารับประทานไขมันชนิดไม่ดีมากเกิน จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจตามมาได้
• โปรตีน
เป็นสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างและซ่อมแซมส่วนสึกหรอของกล้ามเนื้อต่างๆของร่างกาย โปรตีนที่รับประทานเข้าไป นอกจากนำไปใช้แล้ว ยังก่อให้เกิดของเสียหรือขยะตามมาด้วย ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขจัดของเสียที่เกิดขึ้น
ถ้ารับประทานโปรตีนมากเกินไป ก็จะทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้น สำหรับผู้ที่มีไตเสื่อมก็จะทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ในทางกลับกัน ถ้ารับประทานน้อยเกินไป ก็จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรได้รับอาหารโปรตีนต่ำ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต
โดยกำหนดระดับอาหารโปรตีนที่ผู้ป่วยได้รับต่อวัน ดังนี้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 ควรได้รับโปรตีน 0.6-0.8 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ควรได้รับโปรตีน 0.6 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวที่เหมาะสม โปรตีนที่ได้รับควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ได้แก่ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ขาว เป็นต้น อย่างน้อยร้อยละ 60
• โซเดียม
การควบคุมอาหารเค็มเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง(เสื่อม) ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง หรือมีอาการบวม ควรจำกัดปริมาณโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
เทคนิคการควบคุมอาหารเค็ม ได้แก่ ให้ทำอาหารลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารปรุงสำเร็จรับประทาน ลดการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ
• โปแตสเซียม
แร่ธาตุที่สำคัญที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ เมื่อมีไตเสื่อม การขับโปแตสเซียมจะลดน้อยลง ระดับโปแตสเซียมในเลือดควรน้อยกว่า 5 มิลลิโมลต่อลิตร ถ้าระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากเกินไป อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติหรือหยุดเต้นได้
ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมระยะ ที่ 4-5 หรือระดับโปแตสเซียมในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง
• ฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟต
เป็นแร่ธาตุที่สำคัญที่มีผลต่อความแข็งแรงของกระดูก ไตที่ปกติจะขับฟอสฟอรัสออกได้ แต่เมื่อมีไตเสื่อม การขับฟอสฟอรัสจะน้อยลง ทำให้ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้น เมื่อระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้น จะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง และแคลเซียมถูกดึงออกมาจากกระดูก ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง
นอกจากนั้น ฟอสฟอรัสจะจับกับแคลเซียมที่อยู่ในเลือด เกิดเป็นหินปูนอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจ ข้อ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจตามมา
ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมระยะที่ 3-5 หรือระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เนย คุ้กกี้ ขนมปัง ไอศกรีม กาแฟ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วต่างๆ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง โกโก้ น้ำอัดลม เบียร์ น้ำแร่ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ข้าวโพด งา ทองหยิบ ทองหยอด ไข่แดง เป็นต้น
• ปริมาณโปแตสเซียมในผักและผลไม้
โปแตสเซียมต่ำถึงปานกลาง ควรเลือกรับประทาน
ผัก : ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วแขก แตงกวา ถั่วงอก แตงร้าน บวบ มะระ กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ผักกระเฉด ผักบุ้ง ฟัก ฟักแม้ว มะเขือยาว พริกหวาน พริกหยวก หัวไชเท้า เห็ดหูหนู
ผลไม้ : แอปเปิ้ล องุ่น ชมพู่ เงาะ ลองกอง พุทรา มังคุด ส้มโอ ส้มเขียวหวาน สับปะรด มะละกอ พุทรา แตงโม
โปแตสเซียมสูง ควรหลีกเลี่ยง
ผัก : กว้างตุ้ง คะน้า ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี ผักโขม ขึ้นฉ่าย แครอท ฟักทอง มันเทศ มันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด หัวปลี น้ำผักและน้ำผลไม้ ถั่วลิสง ถั่วแระ
ผลไม้ : มะม่วง มะปราง มะขามหวาน กล้วย ฝรั่ง ขนุน ทุเรียน น้อยหน่า ลำไย ลูกพลับ น้ำผลไม้ แก้วมังกร ผลไม้แห้ง
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 147 มีนาคม 2556 โดย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย)
umiช่วยดูแลผู้ป่วย ไตเสื่อม ไตวาย
ศึกษาเพิ่มเติม
http://www.gelsociety.com/kidney/
สั่งซื้อ/ปรึกษา Line : joy.rin
